แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงสยาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงสยาม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อดีต ที่หายไป

การได้ยินได้ฟังเรื่องบอกเล่าต่อๆกันมาหลายต่อหลายรุ่นจนเกิดความชินชา และกลายเป็นความไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่รับฟัง อ่านข่าวสารที่เผยแพร่จากทางหน่วยงาน ราชการกัน โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ ที่ไม่สนใจเรื่องราวเก่าๆในอดีต

วันหนึ่ง วัฒนธรรมถูกบิดนิดก็เอาไปขอการรับรองจากยูเนสโก เราก็เสียภูมิปัญญาหลายอย่างไป 
ข้าวหอมมะลิ ก็ไป
มวยไทย มีหลายประเทศเอาไปจดในชื่อใหม่อีก
นวดไทย
ฤาษีดัดตน
แกงต้มยำ ยังโดน
ทุกวันนี้ใครแกงแบบภูมิปํญญาแผ่นินได้บ้าง เอาง่ายๆ ต้มยำใน CLMV ทำเลียนแบบของไทย เคยไปกิน ยังกลืนไม่ลง แต่ขายฝรั่งได้
คนชาติไหนไม่รู้เอาเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดใสซิอิ๊ว บอกว่าผัดไทย ก็มี

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ครอบครัว มีความหมาย แล้วที่คนมาเกิดมาอยู่ร่วมกัน แบบไหนเป็นครอบครัว เลือดไม่ข้นมันไม่แปลก

ละครฮิต อาจทำให้คิดว่าคนต้องเลืิอดข้น 
ข้นขนาดไหนถือว่าเลือดคน ๕๕๕  ความหมายมันคือกลุ่มคนที่ข้นด้วยความผูกพัน ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ุ 

ครอบครัว หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีความผูกพันและใช้ชีวิตร่วมกัน ทำหน้าที่เป็นสถาบันหลัก เป็นแกนกลางของสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต ครอบครัวมีหลากหลายรูปแบบและหลายลักษณะ นอกเหนือจากครอบครัวที่ครบถ้วนทั้งบิดา มารดาและบุตร
ในตำราเรียนบางเล่ม กล่าวว่า

สถาบันครอบครัว หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมที่คนที่มาติดต่อเกี่ยวข้องกันในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและเครือญาติจะต้องปฏิบัติตาม นั่นคือคนที่เป็นญาติกันโดยสายเลือด เช่น เป็นพ่อแม่ พี่น้องกัน เป็นญาติกันทางการแต่งงาน เช่น เป็นสามีภรรยา เป็นเขยสะใภ้กัน หรือการรับไว้เป็นญาติ เช่น เป็นบุตรบุญธรรม เป็นต้น คนเหล่านี้จะต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์แบบแผนที่สังคมเป็นผู้กำหนดขึ้น เรียกว่า สถาบันครอบครัว ซึ่งครอบคลุมแนวทางในการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือ การเลือกคู่ การหมั้น การแต่งงาน การเลี้ยงดูลูก การอบรมขัดเกลา การหย่าร้าง และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวและเครือญาติทั้งหมด
ครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นแหล่งบ่มเพาะปลูกฝังคุณค่าต่างๆ ของสังคม
ในจำนวนที่มากขึ้นทุกปี มีครอบครัวจำนวนมากที่ไม่ได้ ‘ผูกพัน’หรือ ‘อยากใช้ชีวิตร่วมกัน’
ดังนั้น จึงไม่สามารถเรียกว่าครอบครัว 
ในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น คนมีนิยาม คำว่า ครอก อาจจะใช้แบบนี้ได้มั๊ง 
จากรูปหมู่ที่ถ่ายร่วมกัน ที่จริงอาจมีนัยยะ ‘อำนาจ’ ซ่อนอยู่ใต้ความสัมพันธ์และกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัวและคนในครอบครัว
ในภาวะปกติ เราอาจไม่รู้สึกถึงการทำงานของอำนาจเหล่านี้มากนัก แต่เมื่อถึงคราวคับขันสิ่งที่แต่ละคน แต่ละครอบครัว พยายามทำ ก็คือการ ‘ควบคุม’ กันและกันโดยใช้ฐานอำนาจหลายๆ แบบมาคัดง้างกัน
ที่จริงแล้ว การที่ตำราเรียนบอกว่า สถาบันครอบครัว เป็นแกนกลางของสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตในด้านหนึ่งต้องบอกว่าถูกต้อง
เพราะครอบครัวก็คือแบบจำลองของสังคม
อำนาจในครอบครัวคือ ‘ความสามารถ’ ในการบริหารจัดการการควบคุมโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เป็นกลไกบังคับ
บางคนไม่แสดงถึงอำนาจแต่ใช้ว่าจะไม่รู้ #อะไร ในวังวนนั้นเลย
ความรู้เฉพาะ’ (specific knowledge) ในบางเรื่อง เป็นความรู้ที่คนอื่นๆ ในครอบครัวไม่รู้ คนที่รู้ข้อมูลนี้จะมีอำนาจในการควบคุมบังคับคนอื่น โดยอาจควบคุมบังคับอย่างเปิดเผยก็ได้ หรือจะใช้วิธีชักใยอยู่เบื้องหลังก็ได้เช่นเดียวกัน
เด็กผู้หญิงจากชนเผ่า ในแอฟริกาใต้ แต่งงานอายุราวๆ สิบกว่าขวบ กับผู้ชายที่แก่กว่าเธอมาก การแต่งงานจะเกิดขึ้นโดยพ่อแม่ของเด็กหญิงเป็นคนจัดการ เมื่อแต่งแล้ว เจ้าบ่าวต้องมาอยู่กับครอบครัวเจ้าสาวเพื่อช่วยล่าสัตว์หาอาหาร
การให้ฝ่ายชายมาอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง สิ่งที่เป็นตัวกำหนดสมดุลอำนาจในครอบครัว เป็นพันธมิตรกันระหว่างพ่อแม่ลูกของเด็กหญิง กล่าวคือถ้าเด็กหญิงเป็นพันธมิตรกับพ่อแม่ ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกแข็งแรง ฝ่ายชายก็จะมีอำนาจในครอบครัวน้อยลง จึงเกิดสมดุลอำนาจขึ้นถึงขั้นที่เด็กหญิงสามารถ ‘วีโต้’ การตัดสินใจต่างๆ ในครอบครัวได้เลย
เรื่องนี้ไม่เหมือนกับครอบครัวชาวจีนแบบดั้งเดิม 
หลายคนอาจรู้สึกว่าระบบของครอบครัวจีนนั้นแลดูกดขี่ผู้หญิง แต่ในอีกด้านหนึ่ง แม่สามีก็เคยเป็นภรรยาที่ถูกกดขี่มาก่อน #หญิงที่มาเป็นสมาชิกใหม่มีการทดสอบและขัดเกลาเพื่อให้ผู้หญิงที่มาใหม่ต้อง conform กับระบบความเชื่อของครอบครัวใหม่#แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะค่อยๆ ทวีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้ามาแทนที่แม่สามีในที่สุด
มันคือการสร้างพันธมิตรกับพ่อแม่ (Parent-Child Alliances) น้อยมาก แตกต่างจากเด็กหญิงแอฟริกาที่โครงสร้างครอบครัวบีบให้พ่อแม่และเด็กหญิงต้องรักษาความเป็นพันธมิตรกันเอาไว้
โบราณท่านว่า..
คู่กันแล้วไม่คล้วกัน ถ้าเป็นเนื้อคู่กันมันต้องได้เจอ

ทำให้นึกถึงสมัยก่อนเวลาไปงานศพหรือปิดทองงานวัดแทบจะเอาแขวนคอไปด้วยเลย...กล้วหายยิ่งช้างดาวด้วยนะยิ่งต้องระวัง
#เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ #positivethinking #quotes #ข้อคิดเตือนใจ #notatourist #NoMercy

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คุณค่าของคน

คนทุกคน สิ่งของทุกอย่าง มีคุณค่าในตัวเอง
แต่การอยู่ ผิดที่ ผิดทาง
หรือผิดเวลา ต่างหาก
ที่ทําให้คุณค่าเหล่านั้น
ลดลงหรือหายไป

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

นาค นาคี นาคา นาคราช พญานาค พญาครุฑ วงวารสงคราม ๒


ตำนานครุฑกับนาค 2

เริ่มเรื่องวุ่นวายของสองสายเลือดเดียวกัน(งงมั๊ย) คือที่ผู้แม่นางวินตา ซึ่งเป็น ๑ ในชายาจำนวนมากมายของพระฤษีกัศยป และมีน้องสาวชื่อว่า กัทรุ หรือ สรุสา (ซึ่งก็เป็นชายาด้วยเหมือนกัน)
ทั้งสองพี่น้อง ครั้งหนึ่งคอยดูแลพระฤษีกัศยปเทพบิดร จนเป็นที่พอใจ และได้ให้พรแก่ทั้งสองนาง
ฝ่ายน้องสาวได้ขอพรก่อน โดยขอไว้ว่า ข้าพเจ้าขอมีบุตรเป็นนาค ๑๐๐๐ ตัว มีฤทธิ์ร้ายแรง และแปลงได้ได้สารพัด ดังใจนึก พระมุนีฤษีก็ให้พรนั้นแก่ชายาไป
ฝ่ายนางวินตานี่ขอว่าให้ข้าพเจ้าของมีบุตรเพียง ๒ แต่ขอให้มีเดชล้นฟ้า หาผู้ใดเสมอมิได้ จงมีชัยชนะเหนือนาคทั้งหลาย ทุกเมื่อ
พระเทพบิดรก็ให้พรไป และพูดกลับแก่นางวินตาเหมือนรู้ทันว่า.....เจ้าจะได้พรดังขอ แต่เจ้าของพรด้วยจิตริษยาต่อน้องของเจ้า เจ้าได้ผูกเวรขึ้นมาแล้ว และมันจะทำให้เจ้าตกระกำลำบากมากมายจนเลือดตากระเด็น แต่อย่างไรเสีย เจ้าจะพ้นทุกข์เวรนี้ได้เพราะบุตรของเจ้า ผู้เป็นลูกกตัญญู กล่าวจบ พระฤษีกัศยป ก็ขึ้นสวรรค์ไปช่วยพระอินทร์กวนอมฤต
ไม่นานทั้ง ๒ พี่น้อง ก็คลอดบุตรออกมาเป็นไข่ ฝ่ายนางกัทรุ ได้เป็นไข่ ๑๐๐๐ ฟอง และนางวินตา คลอดออกมาเพียง ๒ ฟอง
 แต่
เวลาผ่านไป ๕๐๐ ปี ไข่นางกัทรุแตกออกมาเป็นนาคทั้งหมด บังเกิดความอิจฉาแก่ผู้พี่เสมอ จนทำให้ตบะแตกลงทุน ทุบ ไข่ฟองแรก ปรากฏว่ามีกุมารอยู่ในนั้นคนหนึ่ง แต่มีร่างกายแค่ท่อนบน คือ พระอรุณ//พระอรุณ เห็นแม่ทำดังนั้นก็โกรธมาก สาปแม่ทันทีว่า ดูก่อน แม่ช่างทำแก่ข้าได้ ข้ามีร่างการครึ่งตัวเช่นนี้เพราะความขาดสติแท้ ๆ นับแต่นี้ไป แม่จงตกเป็นทาสของนาง กัทรุและพวกนาคทั้งหลาย จะต้องทนทุกข์เวลาช้านาน หาความสุขมิได้ แต่ในที่สุดก็สงสาร เพราะความจริงที่ว่านางวินตาก็คือแม่ของตน จึงลดคำสาปลง เอาแค่ให้รอไป  ๕๐๐ ปี ไข่อีกฟองจึงจะแตกออก และเขาจะเป็นผู้ช่วยแม่ออกจากทุกข์นี้เอง กล่าวจบ ก็ลอยขึ้นเวหาสไปเป็นสารภีให้พระอาทิตย์ พระอรุณผู้มีร่างกายใหญ่โต ขนาดมีเพียงครึ่งเดียว ก็สามารถบังแสงของพระอาทิตยได้ มวลเทวดาก็แสบตาต้องทูลร้องขอ จนท่านลดแสงเป็นสีส้มชมพูอ่อน ๆ (อรุณ หมายถึง  สีแดงดอกกุหลาบ ก่อนที่พระอาทิตย์จะโผ่ลขึ้นพ้นขอบฟ้าเราจะเห็นแสงสีเงินปรากฏก่อนแล้วจงมีแสงสีทอง . จึ่งเรียกแสงอาทิตย์แรกจับขอบฟ้าว่า...แสงอรุณ นั้นเอง ไปดูดินสีอรุณที่อิสานได้  (ส่วนเรื่องพระอาทิตย์นี่ก็โดนแม่ทิ้ง เศร้าเหมือนกัน)  (บางตำราว่า แสงอรุณ เป็นเทพสตรี ก็ไปอ่านต่อนะ เพราะกว่าพระสุริยาทิตย์ท่านจะทรงงานยามเช้าทุกๆวัน  มีทั้งพระอรุณ ม้าพระอาทิตย์ นางอัปสรออกมาก่อนเป็นทิว ทำให้เราเห็นแสงรำไร แสงอรุณ แสงเงินแสงทอง ก่อนจะเป็นดวงอทิตย์ไง)
และถึงคราวที่นางวินตาจะกลายเป็นไปตามคำสาปก็มาถึง นางไปพนันกับน้องสาวแพ้ เรื่องสีของขนม้าอุจไรศรพ (ม้านี้ออกมาจากการกวนอมฤต) ว่ามีสีอะไร นางวินตาจำได้ว่าเป็นสีขาวทั้งตัวม้า จึงตอบไปว่าสีขาว
ฝ่ายน้องสาวคิดทางต้องชนะ เพราะผู้แพ้จะต้องตกเป็นทาสของอีกฝ่าย นางจึงให้ลูกนาค แปลงกายไปเป็นเส้นขนหางม้าสีดำ บ้างก็ว่าพ่นพิษดำใส่หาง นางวินตาจึงแพ้ และตกเป็นทาสตามคำสาป
นางวินตาถูกใช้งาน แสนสาหัส หาความสุขมิได้ จนในที่สุด ไข่อีกฟองก็ครบอายุ และ แตกออก ปรากฏเป็นร่างนกยักษ์แสนสง่า ร่างกายมหึมา สว่างไสวกว่าแสงพระอาทิตย์ ๑๐๐ เท่า ออกมาปุ๊บก็กางปีกโผขึ้นสู่เวหา จนถึงทางโครจรแห่งสูรยาทิตย์ พร้อมรัศมีอันมหาศาลรุ่งโรจน ว่ากันว่าทำให้ทวยเทพแตกตื่นกันไปเข้าเฝ้าพระอัคนิเทพทราบว่า แสงนี้เป็นแสงรัศมีแห่งบุตรของพระฤษีกัศยปเทพบิดร
ทวยเทพทราบดังนั้นจึงมาขอร้อง ให้มหาวิหคโปรดลงรัศมีลง พญานกก็ยอมทำตาม เมื่อพญาเวนไตย ทราบถึงความเป็นอยู่ของพระมารดา ก็เศร้าใจ คิดหาทางช่วยจนวันหนึ่ง นางกัทรุอยากเดินทางไปยัง เกาะรามณียกะ ที่กลางสะดือทะเล โดยนางวินตาแบกนาง กัทรุและเวนไตยแบกนาคทั้ง ๑๐๐๐ ขึ้นบิน แล้วแกล้งไต่เพดานบินขึ้นฟ้าจนเข้าใกล้สายโคจรของพระเทวาอาทิตย์นาคทั้งหลายพากันสลบไปหมด
 นาง กัทรุแม่นาคทั้ง ๑๐๐๐  ก็สวดมนต์อ้อนวอนพระอินทร์ พระอินทร์จึงบัลดาลฝนตกห่าใหญ่ ทำให้นาคทั้งหลายชุ่มฉ่ำ ฟื้นขึ้นมานี่ พญาเวนไตย จึงผู้ใจเจ็บกับท้าววัชรินทร์เป็นต้นมา

ด้วยความกตัญญูต่อพระมารดา พญาเวนไตยจึงขออิสรภาพกับนางกัทรุโดยแลกกับหม้อน้ำอมฤตของพระอินทร์ (ไปอ่านจากกวนเกษียรสมุทร)  ซึ่งพญาเวนไตยต้องเดินทางไปเขาพระสุเมรุ พระนางวินตาได้แนะว่า ลูกต้องอาศัยเรี่ยวแรงมหาศาล จึงเดินทางไปถึงสวรรค์ ลูกจงกินเหล่านิษาท อันเป็นคนเถื่อนที่มีอยู่จำนวนมากมายในป่าเป็นอาหารเถิด

เวนไตยมีใจยินดี กราบอำลาพระมารดา นางวินตาจึงสอนลูกเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมให้พร ลูกรัก #ผู้มีอำนาจเรืองฤทธิ์เดชแต่อย่าได้ทะนงตน
ลูกต้องเคารพวรรณะพราหมณ์ อันเป็นวรรณะสูงสุด ต้องเคารพยำเกรง ให้เกียรติเหนือตน ตลอดเวลาถ้าเจ้าหลงกลืนพราหมณ์ จักมีอาการแสบร้อนทรมาน จงรีบคายเสีย
บัดนี้ลูกกตัญญูของแม่จักเดินทางออกไปเพื่อช่วยแม่ ขอให้ประสพความสำเร็จทุกประการ ขอพระวายุปกป้องปีกของลูก พระอาทิตย์ และพระจันทร์ปกป้องเบื้องล่างของลูก พระอัคนีปกป้องศีรษะของลูก และ เหล่าทวยเทพวสุปกป้องกายอื่น ๆ ของลูก เจ้าจงรีบไปเถิด แม่จะคอยอยู่ที่นี้
เมื่ออำลา และรับพรแล้ว พญาเวนไตยจึงออกเดินทางโดยระหว่างนั้นก็เสพเหล่านิษาทไปเป็นจำนวนมากและหนึ่งในนั้น ได้เผลอกลืนพราหมณ์ผู้มีภรรยาเป็นนิษาทลงไปเกิดอาการแสบร้อน ทรมาน จึ่งนึกถึงคำของแม่ รีบคายออกมาทั้งพราหมณ์ และภรรยา พร้อมกล่าวขออภัยอย่างนอบน้อมตามดำรัสพระมารดา

พราหมณ์เห็นความอ้อนน้อม และกตัญญูของพญาปักษา ก็เอ็นดูทันที ให้พรอันทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานสมปรารถนา
พญาเวนไตยแม้จักกินนิษาทมากแค่ไหนก็ไม่อิ่ม คิดหาเหยื่อใหม่โดยร่อนลงบนเขาเหมกูฏอันเป็นที่ตั้งของพระกัศยปพรหมฤษี  ผู้เป็นบิดาจึงแนะว่าให้ไปกินพญาเต่า และพญาช้าง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอสูรด้วยกันทั้งคู่ที่สู้รบไม่รู้แพ้ ชนะ จึงสาปกันและกันเป็นให้เป็นสัตว์เช่นนี้อยู่ที่ทะเลสาบใหญ่ทางทิศเหนือ เมื่อได้รับคำแนะจากบิดา เวนไตยก็รีบไปจับ ใช้ปากจับสัตว์ยักษ์ทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอยู่ และโผจับกิ่งไทรใหญ่ กิ่งหนึ่งหวังจะกินอาหารที่ได้มา แต่กิ่งนั้นทานน้ำหนักไม่ไหวจึงหักลง และที่กิ่งไม้นั้นเองมีเหล่าพราหมณ์แคระ พาลขิลยะ มีร่างกายเท่านิ้วมือ ห้อยหัวลงดิน บำเพ็ญเพียรอยู่จำนวนหลายหมื่นตน พญาวิหคจึงไม่กล้าทิ้งกิ่งไม้เกรงอันตรายเกิดแก่เหล่าพราหมณ์ แต่หาที่วางเหมาะ ๆ ไม่ได้ จึงต้องกลับมาหาพระบิดาอีก!!!  พระเทพบิดรก็ได้เล่าความทั้งหมดที่เกิดแก่เหล่าพราหมณ์แคระ ก็พากันสรรเสริญ และให้พร ว่า มหาปักษิน จากนี้ไปท่านจงมีนามว่า ครุฑ คือผู้รับภาระอันหนัก ไม่ว่าภาระใด ๆ ก็สำเร็จลุล่วงทุกครั้งไป มีพลังมหาศาลไม่มีวันพร่อง เป็นผู้สามารถตลอดกาล ใคร ๆ อย่าได้ต้านทานต่อสู้ได้เลย

พญาครุฑเอากิ่งไทรไปทิ้งทะเล และกินเหยื่อที่ริมหาดนั้นเอง แล้วก็รีบบินไปเทวโลกทันที
ณ วิมานไวชยันต์ อันเป็นที่เก็บหม้อน้ำอมฤต พระวิศวกรรมออกมาขวาง พร้อม เทพทั้งหลาย รวมทั้งพระอินทร์ก็ต้านทานไว้ไม่ได้ เมื่อเอาหม้ออมฤตออกมาได้ ก็โผสู่นภาแผ่ปีกบังแสงอาทิตย์เป็นสง่า จนพระวิษณุรู้ทางว่า ห้ามไม่ได้แน่ จึงบอกทักให้รู้ตัวด้วยการตรัสสรรเสริญ และมอบพรให้พญาครุฑ ซึ่งพญาเวนไตยก็ฉลาดใช่ย่อย น้อมเศียรคารวะ (ก็มาทลายด่านเค้าไปแล้วนี่) และขอพรแลกไป ๒ ข้อ คือได้น้ำไปล่ะ ต่อไปจะขอ(ยอม)เป็นพาหนะของพระองค์ชั่วชีวิต (ทำไม เพราะพระวิษณุ/พระนาราย์นั้นมีพญาอนันตนาคราชเป็นที่ประทับ ดังนั้นหากเมื่อยามจะไปไหนจะบินไปด้วยพญาครุฑ แล้ว ครุฑก็จะจับหลักรอเหนือพระเศียร ทำเป็นรอ ที่แท้ จะยืนเหยียบหัวพญานาคศัตรูเก่านั่นแหละ) และประการ ๒ คือ ขอให้มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ต้องดื่มน้ำอมฤตเหมือนเทวาทั้งหลาย พระวิษณุก็จุกไปนิดแต่ก็มอบพรให้
ระหว่างทางกลับ พระอินทร์มีความเสียดายจึงตามมาแย่งคืนก็สู้แรงพญานกไม่ได้ แม้เขวี้ยง วัชระ เทพตราวุธประจำกายใส่สนั่นปานสวรรค์แตก ก็ไม่ได้ระคายเคืองพญาครุฑเลยเพราะได้รับพรไปแล้ว
พญาครุฑจึงเห็นว่าการต่อสู้ แม้ทำร้ายพระอินทร์ไปก็ไม่มีอะไรดี ทำอะไรกันไม่ได้ว่างั้น จึงยอมสละขน ๑ เส้น เพื่อแสดงความเคารพ แต่สำทับว่า ต่อไปภายหน้าจะไม่ให้โอกาสแล้ว (พระอินทร์เห็นตอนสะขน ว่า ขนสีทองสว่างรุ่งโรจนก็หลุดร่วงลง เปล่งประกายราวกับมีพระอาทิตย์อีกดวง ท่านก็เบรคล่ะ)

พระอินทร์จึงกล่าวถึงเหตุ และผลของการใช้น้ำอมฤต พญาครุฑตอบว่ายังไงเสียก็ต้องนำหม้อไปเพื่อช่วยมารดา เลยออกอุบายกล่าวเปรยลอยๆว่า หลังจากที่ข้านำหม้ออมฤตนี่ไปให้นาคแล้ว จงเป็นหน้าที่ของท่านต่อไปเถิด พระอินทร์พอรู้แกวจึงแอบตามพญาครุฑไปรอจน พญาเวนไตยนำน้ำอมฤตมาให้เหล่านาคาแล้วได้รับนางวินตาไป ก่อนนาคจะเข้ารับน้ำอมฤตพญาเวนไตยจอมเจ้าเล่ห์ก็ห้ามไว้ แนะให้ไปชำระกาย และสวดมนต์คายราตรีเสียก่อน จึงค่อยมาดื่ม เหล่านาคเชื่อ  พระอินทร์ก็ฉวยโอกาสนั้น นำหม้อกลับไปได้ รีบกลับเทวโลกทันที
 ขี้โกงอ่ะ
เหล่านาค นาคา ขึ้นมาก็รู้ว่าเสียท่า เหลือแค่ละอองอมฤตเกาะบนยอดหญ้าจึงหลงพากันเลียน้ำค้างธรรมดาบนยอดหญ้าคา คมพิษปาดลิ้นจึงทำให้เผ่าทั้งหลายมีลิ้น ๒ แฉกเป็นต้นมา
หลังจากพญาครุฑพาพระมารดาคืนสู่ตำหนักพระกัศยปเทพบิดร แล้วกลับมาปฏิบัติการจองเวร ไล่จับนาคกินมันเปลว ฉีกคร่าอย่างสำราญใจ แม้นาคทั้งหลายจะหนีไปอยู่สะดือทะเล พญาครุฑก็กระพือปีกแหวกน้ำออกจับนาคขึ้นมาได้อีก พญาวาสุกิเห็นไม่ดีจึงทำสัญญาต่อพญาครุฑว่าจะทำพิธีสังเวยนาคแก่พญาครุฑวันละตัว ณ ลานหินริมฝั่งทะเล เป็นการทำ MOU ว่า ไม่มีพื้นที่ใดอื่นให้จับฉีกเล่นอีก แต่ครุฑก็คือครุฑ
#หากมีเกร็ดกล่าวว่า ในสนธิสัญญานั้น มีพื้นที่บางจุดที่นาคและครุฑสัญจรผ่านกันได้ เป็นเขตปลอดอาหาร หากนอกเหนือเขตนี้ เทวดาครุฑก็ไม่สน ถ้านาคใดโผล่ขึ้นมาล่ะก็ครุฑสอยไปกินไม่รู้ด้วย ซึ่งบางพื้นที่มันก็เป็นแบบนั้น ยิ่งนาคน้อยแสนซนชอบขึ้นมาดูมนุษย์จะโดนกันบ่อย ทำให้คดีพี่น้องครุฑนาคและบริวารตีกันไม่มีทางจบสิ้น
ต่อมาทางนาคก็แก้ทาง การถูกโฉบขึ้นไปสูบเปลวมัน(ครุฑจะกินมันเปลวนาค ส่วนที่ร่างแหลกกันเนี่ย ครุฑเขาเอาสนุกฉีกเล่นบ้าง เขวี้ยงลงมาบ้าง) นาคก็แก้ทางโดยกลืนกินก้อนหินทุกวันทำให้ตัวหนัก เมื่อพวกครุฑมาจับที่หัวลากไป จึงถ่วงพวกครุฑจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก (พวกครุฑมันโง่จึงจับที่หัว ถ้ามันจับหางนาคหินก็จะไหลออกจากปากสามารถนำพวกนาคเราไปฆ่าได้)
ฝั่งครุฑนั้นเมื่อพวกตัวเองตายหนักเข้า จะไปฟ้องเทพก็ไม่ได้ เพราะฉีกสนธิสัญญาปรองดองเอง เลยแอบไปถามฤๅษีทุศีล(ที่แอบมาถามนาคไว้แล้ว)  เมื่อพญาครุฑทราบจากผู้ทุศีล ก็ปรี่เข้าไปจับขนดหางพญานาคโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าไป พญานาคเมื่อทราบความลับถูกเปิดเผลแล้ว จึงคร่ำครวญว่า ภัยเกิดจากตัวเองแท้ๆ ที่พูดพล่อยไม่ปิดบัง บอกความลับแก่ใคร จึงได้บอกออกไปน่าเจ็บใจจริง ๆ
#สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีในโลก #ขึ้นชื่อว่าความลับไม่ควรบอกใครไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาพี่น้องแม้กระทั่งภรรยาและบุตรธิดา
แล้วครุฑได้กล่าวเป็นคาถาว่า  #บัณฑิตไม่พึงเปิดเผยความลับพึงรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์ เพราะว่าความลับบุคคลรู้อยู่ไม่เปิดเผยได้เป็นการดีบัณฑิตไม่ควรบอกความลับแก่สตรีศัตรูคนที่ใช้อามิสล่อ และคนผู้ล้วงความลับ

นาครู้ตัวว่าจะตาย ก็กระอักโลหิตตกลงมายังแผ่นดินกลายเป็นมรกตชนิดหนึ่ง เลือดของนาคที่หยอดลงพื้นกลายเป็นมรกตนาคสวาท น้ำลายครั้งสุดท้าย พระยานาคอันตกลง เป็นครุฑธิการตามชายหาดนั้นเอง

มีต่อ




วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

ครั้งเมื่อ ร.๕ ทรงถูกท้าทาย ด้วยการให้ประทับบนหลังม้าที่ดุร้าย สู่..ตำนาน "พระบรมรูปทรงม้า"

ครั้งเมื่อ ร.๕ ทรงถูกท้าทาย ด้วยการให้ประทับบนหลังม้าที่ดุร้าย สู่..ตำนาน "พระบรมรูปทรงม้า"

Publish 2018-09-20 13:33:14

              ในวันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ ๕ หากใครต้องการไปกราบสักการะ ก็จะนึกพระบรมรูปทรงม้าเสมอ

             ตำนานของพระบรมรูปทรงม้านั้นมีที่มาจาก เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ ได้รับคำแนะนำจากพระเจ้าน้องยาเธอ "กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์" ให้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เข้านมัสการ "หลวงปู่เอี่ยม" วัดโคนอน เพื่อขอรับคำพยากรณ์ก่อนที่จะเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ นั้น ภายหลังที่กำหนดการเสด็จวัดโคนอนได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ส่งหมายกำหนดการไปถวายแด่หลวงปู่เอี่ยม เป็นการภายในเพื่อที่จะได้เตรียมตัวรับเสด็จ

             ขบวนเสด็จประกอบด้วย เรือพายสี่แจวที่ทรงประทับ และขบวนเรือคุ้มกัน ควบคุมโดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ ได้เคลื่อนที่เข้าคลองลัดสู่วัดโคนอน ชาวบ้านละแวกนั้นไม่ได้ไหวตัวหรือเอะใจแต่อย่างใด เพราะเห็นเป็นขบวนเรือธรรมดา มิได้ประดับประดาธงทิวให้แปลกไปกว่าเรือลำอื่นดูเหมือนกับเรือที่ขุนนางหรือเศรษฐีผู้มีทรัพย์ใช้กันทั่วไป และผู้ที่ขึ้นมาจากเรือสี่แจวต่างก็แต่งกายแบบธรรมดา  มีหมวกสวมไว้บนศีรษะ ใบหน้าบ่งบอกถึงเป็นผู้มีบุญ หนวดบอกถึงผู้มีอำนาจดวงตาฉายแววแห่งความเมตตาปราณีตลอดเวลา เวลาเดินมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ทุกคนไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า

"บุรุษผู้ขึ้นมาจากเรือสี่แจวนั้น คือ เจ้าชีวิตแห่งกรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ผู้ทรงประกาศเลิกทาสโดยสิ้นเชิง"

            พระปลัดเอี่ยมนั่งรออยู่บนอาสนะอันสมควรแก่ฐานานุรูป ภายในพระอุโบสถอันแคบ แบบวัดราษฏร์ในเขตอันไกลจากพระบรมมหาราชวัง กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ก้าวนำเสด็จเข้ามาภายในพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงจุดธูปเทียนบูชาสักการะพระประธาน กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงเสด็จกลับมาถวายนมัสการพระปลัดเอี่ยม ซึ่งกราบทูลให้ทรงประทับนั่งธรรมดาตามสบายพระองค์

"ที่รูปมาในวันนี้ ("รูป" เป็นคำที่พระมหากษัตริย์สมัยก่อนใช้แทนพระนามเมื่อมีพระราชดำรัสกับพระสงฆ์) เพื่อขอให้ท่านปลัดได้ช่วยตรวจดูเหตุการณ์ว่า การที่รูปจะเสด็จไปยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักในยุโรปนั้น จักเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยหนทางไกลและอันตรายมีอยู่รอบด้าน"

"มหาบพิตร อาตมาจักตรวจสอบให้ อย่าได้ทรงมีพระหทัยกังวล ทั้งนี้ด้วยพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสมมติเทพแบบพระองค์นั้น มีบุญญาธิการ สามารถผ่านพ้นความทุกข์ได้อย่างมั่นคง"

            พระปลัดเอี่ยมลุกจากที่นั่งไปคุกเข่าลงหน้าพระประธาน ก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ระลึกถึงองค์พระรัตนตรัย และหลวงปู่รอดผู้มรณภาพไปแล้ว ขอบารมีในการจะเข้า "ฌาน" เพื่อดูอนาคตด้วย "อนาคตังสญาณ" จากนั้นก็กลับเข้ามาสู่ท่านั่งสมาธิตัวตรง เจริญอานาปานสติ แล้วเข้าสู่ฌานที่ ๔ ตามลำดับ จากนั้นเข้าสู่อนาคตังสญาณ โดยกำหนดจิตไว้มั่นเพื่อให้นิมิตเกิด

             ในท่ามกลางความคะนองของท้องทะเล และคลื่นลมตลอดจนวังวนของทะเล เรือพระที่นั่งกำลังอยู่ในปากแห่งวังวนนั้น น้ำในวังวนเชี่ยวกราก และส่งแรงดูดมหาศาล ภายใต้วังวนนั้น ซากเรือใหญ่น้อยจมอยู่เป็นอันมาก พ้นจากทะเลมาสู่บก พลันภาพของกลุ่มคนที่นั่งกันอยู่เป็นชั้นๆ ส่งเสียงจ้อกแจัก ด้านล่างเป็นผืนหญ้า และมีผู้จูงม้าเข้ามาในที่นั้น ม้าตัวนั้นมีคนถือเชือกที่ล่ามขาทั้งสี่คอยดึงไว้ไม่ให้พยศ ดวงตาของมันเหลือกโปน น้ำลายฟูมปาก

           ภาพของฝรั่งแต่งตัวด้วยเครื่องแบบประหลาด ผายมือให้พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ทรงเสด็จไปรับม้าเพื่อประทับ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบหายไป ถึงวาระที่ออกจากญาณพอดีลุกขึ้นเดินมานั่งบนอาสนะที่เดิม ก่อนจะกราบทูลความถวายว่า

"มหาบพิตร การเสด็จพระราชดำเนินสู่ยุโรปครั้งนี้ จะต้องประสบภัยสองครั้ง ครั้งแรกในทะเลที่วังวน อาตมาจะถวายผ้ายันต์พิเศษและคาถากำกับ เมื่อเข้าที่คับขันขอให้ทรงเสด็จไปยืนที่หัวเรือ แล้วภาวนาคาถากำกับผ้ายันต์แล้วโบกผ้านั้น จะเกิดลมมหาวาตะพัดให้เรือหลุดจากการเข้าสู่วังวนได้ ภัยครั้งที่สองเกิดจากสัตว์จตุบท (สี่เท้า) คืออัศดรชาติอันดุร้ายที่ฝ่ายตรงข้ามจะทดลองพระองค์ อาตมาจะถวายคาถาพิเศษสำหรับภาวนาเวลาถอนหญ้าให้อัศดรอันดุร้ายนั้นกิน จะคลายพยศและสามารถประทับบังคับให้ทำตามพระราชหฤทัยได้เหมือนม้าเชื่อง”

            ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เล่าลือกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ปู่ย่าตายายได้เล่าสืบทอดกันมาอันมีส่วนหนึ่งเกี่ยวพันกับพระบรมรูปทรงม้าที่ลานพระราชวังดุสิต คาถาเสกหญ้าให้ม้ากินที่หลวงปู่เอี่ยมถวายนั้น คือ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย" หรือ "มงกุฎพระพุทธเจ้า"  มีตัวคาถาว่า

"อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ  อิเมนา พุทธะตังโสอิ  อิโสตังพุทธะปิติอิ"

           หลังจากได้ทรงมีพระราชดำรัสกับพระปลัดเอี่ยมพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ทรงถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระปลัดเอี่ยม จากนั้นได้เสด็จทอดพระเนตรโดยรอบวัดโคนอน ซึ่งตอนนี้มีผู้จดจำพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าได้แม่นยำ ได้บอกกันออกไป ทำให้มีผู้มาหมอบเฝ้ารับเสด็จกันเป็นจำนวนพอสมควร ครั้นทรงสำราญพระอิริยาบถพอสมควรแล้ว ก็เสด็จกลับสู่พระบรมมหาราชวัง เพื่อเตรียมพระองค์ไปทวีปยุโรปต่อไป

           การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสำราญส่วนพระองค์ แต่ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประเทศชาติโดยแท้ จากจดหมายเหตุและพระราชหัตถเลขา ที่ทรงมีมายังพระพันปีหลวงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทรงบอกชัดเจนว่า

"ทรงต้องผจญภัยในท้องทะเล กับคลื่นลมที่แปรปรวน ทรงพบกับความลำบากนานาประการอาทิ ต้องทรงงดเสวยพระโอสถหมากและพระโอสถมวน (หมาก พลู บุหรี่) และต้องให้ช่างมาขูดคราบพระทนต์ (ฟัน) ที่เกิดจากคราบหมากคราบปูนออกเพื่อให้พระทนต์ขาว ห้องพระบรรทมในเรือพระที่นั่งก็ไม่สะดวกสบาย อากาศร้อนเป็นที่สุด การเสวยก็ไม่เป็นไปตามที่ทรงพระประสงค์ ฯลฯ ซึ่งความยากลำบากเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาแรมเดือน ในช่วงที่ต้องใช้ทะเล มหาสมุทร เป็นเส้นทางเสด็จและในช่วงที่เสด็จรอนแรมในท้องทะเลนั่นเอง"

คำพยากรณ์ข้อที่ ๑ ของหลวงปู่เอี่ยม วัดโคนอนก็เป็นจริง

              เมื่อเรือพระที่นั่งแล่นอยู่ในบริเวณใกล้กับ สะดือทะเล หรือ "ซากัสโซ ซี" อันบริเวณนั้นมักจะเกิดน้ำวนเป็นประจำ และเรือลำใดบังเอิญหลงเข้าไปในวังน้ำวนนั้น ก็มีหวังจมลงอับปางเป็นแน่แท้ และแล้วเรือพระที่นั่งมหาจักรี ก็พลัดเข้าไปในวังวนนั้นจนได้ กัปต้นคัมมิง (Commander Cumming) แห่งราชนาวีอังกฤษซึ่งไทยได้ขอยืมตัวมาเป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งเป็นการชั่วคราว ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มสติกำลังความสามารถ บังคับเรือให้สู้กับแรงหมุนและดูดอย่างเต็มที่ ด้วยหากเรือพระที่นั่งเข้าปากวังวนแล้ว การรอดออกมานั้นหมดหนทาง ในขณะที่วิกฤตินั้น ได้มีผู้เข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อระลึกถึงคำพยากรณ์ของพระปลัดเอี่ยมข้อแรกขึ้นมาได้ ก็ทรงจัดฉลองพระองค์ให้รัดกุม อาราธนาผ้ายันต์ของพระปลัดเอี่ยมติดมาด้วย เมื่อเสด็จมาถึงตอนหัวเรือ กัปตันกำลังแก้ไขสถานการณ์สุดกำลัง ทรงไม่รบกวนสมาธิของกัปตัน แต่เสด็จไปยืนอธิษฐานจิตถึงพระรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราช และบารมีทศพิธราชธรรม และการเลิกทาสที่ทรงพระวิริยะอุตสาหะในการช่วยเหลือพสกนิกรให้พ้นจากการเป็นทาส จบลงด้วยพระปลัดเอี่ยมและผ้ายันต์ ทรงโบกผ้ายันต์นั้นไปมาด้วยความมั่นพระราชหฤทัย

           แล้วปาฎิหาริย์ก็ปรากฎ เหตุการณ์ก็แปรเปลี่ยน จู่ ๆ ก็เกิดลมมหาวาตะพัดมาในทิศทางที่อยู่ในแนวเดียวกับวังวน แรงลมทำให้เกิดกระแสคลื่นสะกัดกระแสวนของวังน้ำ ดันเรือพระที่นั่งให้พ้นจากแรงดูดสามารถตั้งเข็มเข้าสู่เส้นทางได้ ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนว่า "ฮูเรย์" ของกัปตันและลูกเรือ ส่วนผู้ติดตามเสด็จนั้นอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก จนทรงพับผ้ายันต์เก็บแล้วนั่นแหละ จึงค่อย ๆร้องว่า สาธุ สาธุ คำพยากรณ์ข้อแรกเป็นที่ประจักษ์แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า "แม่นยำยิ่งนัก" คงเหลือแต่คำพยากรณ์ข้อที่สองซึ่งยังมาไม่ถึง แต่ก็ทรงเตรียมพระองค์รับสถานการณ์หากจะเกิดขึ้น

             ย้อนไปเมื่อครั้งสยามประเทศของเรายังคงมีกรณีพิพาทต่อกันในเรื่อง "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" กล่าวคือเราต้องยอมให้อังกฤษและฝรั่งเศสตั้งศาลกงสุลของตนในดินแดนไทย สำหรับตัดสินคดีความต่าง ๆ เมื่อคนของเขา หรือคนใดก็ตามแม้แต่คนไทยหัวใสบางคนที่ยอมตนจดทะเบียนเป็นคนในบังคับ  (คล้าย ๆ กับการโอนสัญชาติ แต่ไม่ใช่ เพราะยังไม่มีสิทธิที่จะพำนักในประเทศของเขา) ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย เพราะเวลาทำผิดแล้วไม่ต้องขึ้นศาลไทย ไม่ใช้กฎหมายไทยตัดสิน คนไทยเองก็เถอะ หากทำความผิดต่อคนของเขาแล้ว ต้องขึ้นศาลเขาและต้องยอมเขาทุกอย่าง แม้ศาลไทยจะตัดสินว่า "ถูก" หากเขาเห็นว่า "ผิด"  คนผู้นั้นก็ต้องถูกลงอาญา ซึ่งเป็นหนามยอกอกของคนไทยในสมัยนั้นมาก ต้องยอมให้คนต่างชาติต่างแดนมากดหัวเรา มาเอาเปรียบเรา เป็นการยั่วยุให้เราหมดความอดทน หากก่อสงคราม ก็มีหวังสูญเสียเอกราชของชาติแน่นอน

             กรณี "พระยอดเมืองขวาง"  แขวงเมืองคำเกิดคำมวน วีรบุรุษไทยที่รักผืนแผ่นดินไทย รักในองค์พระมหากษัตริย์ไทย ได้ดับความอหังการ์ของทหารฝรั่งเศส ที่บุกรุกอธิปไตยของไทยที่เมืองขวาง จนต้องถูกจำคุกเสียหลายปี แม้ศาลไทยจะให้ปล่อยตัวเพราะเป็นการทำตามหน้าที่ แต่ศาลกงสุลของฝรั่งเศสในไทยตัดสินให้จำคุก ท่านก็ต้องติดคุกเพื่อชาติ เรื่องนี้คนไทยทั้งแผ่นดินในขณะนั้น แค้นแทบจะกระอักเลือดเลยครับ เกือบจะทำสงครามกันรอมร่ออยู่แล้ว  ดีแต่องค์พระปิยมหาราชเจ้า ท่านทรงดำเนินวิเทโศบายด้านต่างประเทศด้วยการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเสียก่อน แล้วพระองค์ก็ทรงทำสำเร็จเสียด้วย ผู้ที่แค้นแทบจะกระอักเลือดแทน ก็คงจะเป็น "เจ้าเศษฝรั่ง" น่ะเองซึ่งมันก็รอจังหวะและโอกาสที่จะล้างแค้นเหมือนกัน มันคิดว่า

"หากไม่มีล้นเกล้า ฯ ร.๕ เสียพระองค์หนึ่ง สยามประเทศเราก็เปรียบเสมือนมังกรที่ไร้หัว" ที่นี้คงมีโอกาสมากขึ้นหากจะฮุบประเทศชาติของเราไว้ในกำมือ และแล้วแผนการอันแยบยลก็อุบัติขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศส แม้เขาจะต้อนรับพระองค์อย่างสมพระเกียรติก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงหน้าฉากเท่านั้น หลังฉากน่ะหรือ ?   ได้กำหนดขึ้นเพื่อต้อนรับพระองค์ไว้เรียบร้อยแล้ว ในสนามแข่งม้าชานกรุงปารีสนั่นเอง เมื่อพระองค์ได้รับคำทูลเชิญให้เสด็จทอดพระเนตรการแข่งม้านัดสำคัญนัดหนึ่งซึ่งมีขุนนาง ข้าราชการ พระบรมวงศานุวงศ์ฝรั่งเศสมาชมกันมาก พวกมันได้นำเอาม้าดุร้ายและพยศอย่างร้ายกาจมาถวายให้ทรงประทับ โดยถือโอกาสขณะที่อยู่ท่ามกลางมหาสมาคม แม้รู้ว่าม้านั้นดุร้าย พระปิยมหราชเจ้าก็จะไม่ทรงหลีกหนี ด้วยขัตติยะมานะที่ทรงมีอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ หากทรงพลาดพลั้งนั่นคือ "อุบัติเหตุ" ใครก็จะเอาผิดหรือต่อว่าเจ้าเศษฝรั่งไม่ได้”

            ม้าตัวนั้นเล่าลือกันว่า เคยโขกกัดผู้เลี้ยงดูและผู้หาญขึ้นไปขี่ตายมาแล้วหลายคน จะเอาไปไหนต้องมีคนจูงด้วยเชือกล่ามเท้าทั้งสี่ไว้ เพื่อป้องกันการพยศและขบกัดผู้คน นัยว่าเป็นม้าของเจ้าชายแห่งฝรั่งเศสพระองค์หนึ่ง เมื่อถูกนำเข้ามาในสนาม ทุกคนก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว ตัวแทนรัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มวางหลุมพราง โดยกราบบังคมทูลว่า

"ไม่ทราบเกล้าว่าเมื่ออยู่ในสยามประเทศเคยทรงม้าหรือไม่ พระเจ้าข้า"

"แน่นอน  ข้าพเจ้าเคยทรงอยู่เป็นประจำ เพราะในสยามประเทศก็มีม้าพันธุ์ดีอยู่มาก"

"โอ วิเศษ ขออัญเชิญพระองค์ทรงเสด็จขึ้นทรงม้า ตัวที่กำลังถูกจูงเข้ามานี้ให้ประจักษ์ชัดแก่สายตาของผู้คนในสนามม้านี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า"

ตัวแทนรัฐบาลฝรั่งเศสกราบทูลด้วยความกระหยิ่มใจ

"แน่นอน  ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านทั้งหลายได้ดูว่า กษัตริย์แห่งสยามประเทศนั้นไม่เคยหวาดหวั่นกลัวแม้แต่อัสดรที่พยศดุร้าย หรือผู้คุกคามที่มีอาวุธพร้อมสรรพ"
   จบพระราชดำรัสก็ทรงลุกขึ้นเปิดพระมาลาขึ้นรับการปรบมืออันกึกก้องสนามม้าแห่งนั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินลงจากอัฒจันทร์ สู่ลู่ด้านล่างซึ่งขณะนั้นม้ายืนส่งเสียงร้องและเอากีบเท้าตะกุยจนหญ้าขาดกระจุยกระจาย คำพยากรณ์ของพระปลัดเอี่ยมยังกึกก้องอยู่ในพระกรรณ ทรงก้มพระวรกายลงใช้พระหัตถ์ขวารวบยอดหญ้าแล้วดึงขึ้นมากำมือหนึ่ง ทรงตั้งจิตอธิษฐานถึงพระรัตนตรัย พระสยามเทวาธิราชและพระปลัดเอี่ยม เจริญภาวนาพระคาถาอิติปิโสเรือนเตี้ยที่พระปลัดเอี่ยมถวายสามจบ ทรงเป่าลมจากพระโอษฐ์ลงไปบนกำหญ้านั้น แล้วแผ่เมตตาซ้ำ ยื่นส่งไปที่ปากม้า เจ้าสัตว์สี่เท้าผู้ดุร้ายสะบัดแผงคอส่งเสียงดังลั่นก่อนจะอ้าปากงับเอาหญ้าในพระหัตถ์ไปเคี้ยวกินแล้วก็กลืนลงไป

              ผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสโบกผ้าเช็ดหน้า เป็นสัญญาณให้แก้เชือกที่ตรึงเท้าม้าออกไปพ้นทั้งสี่เท้าบัดนี้เจ้าสัตว์ร้ายพ้นจากพันธนาการ และบรรดาผู้ที่จูงมันเข้ามาก็ผละหนี เพราะเกรงกลัวในความดุร้ายของมัน พระปิยะมหาราชเจ้าทรงทอดสายพระเนตรจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาของม้านั้น ก็เห็นว่ามันมีแววตาอันเป็นปกติ มิได้เหลือกโปนดุร้าย ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปตบที่ขาหน้าของมันสามครั้ง เจ้าม้านั้นก็ก้มหัวลงมาดมที่พระกรไม่แสดงอาการตื่น  หญ้าเสกสำริดผลตามประสงค์

              อาชาที่ดุร้ายกลับเชื่องลงเหมือนม้าลากรถ เจ้าชีวิตแห่งสยามประเทศยกพระบาทขึ้นเหยียบโกลนข้างหนึ่งแล้วหยัดพระวรกายขึ้นประทับบนอานม้าอย่างสง่างามไร้อาการต่อต้านของม้าที่เคยดุร้ายเสียงคนบนอัฒจันทร์ส่งเสียงตะโกนขึ้นเป็นเสียงเดียวกันว่า "บราโวส บราโวส" อันหมายถึงว่า "วิเศษที่สุด เก่งที่สุด ยอดที่สุด" ทรงกระตุ้นม้าให้ออกเดินเหยาะย่างไปโดยรอบสนาม  ผ่านอัฒจันทร์ที่มีผู้คนคอยชม  เปิดพระมาลารับเสียงตะโกนเฉลิมพระเกียรติบางคนก็โยนหมวก โดยมีดอกกุหลาบลงมาเกลื่อนสนามตลอดระยะทางที่ทรงเหยาะย่างม้าผ่านไปจนครบรอบ จึงเสด็จลงจากหลังม้ากลับขึ้นไปประทับบนพระที่นั่งตามเดิม

            บรรดาพี่เลี้ยงม้าก็เข้ามาจูงม้านั้นออกไปจากสนาม คำพยากรณ์ข้อที่สองและคาถาที่พระปลัดเอี่ยมแห่งวัดโคนอนถวาย ได้สำริดผลประจักษ์แก่พระราชหฤทัย ทรงระลึกถึงพระปลัดเอี่ยมว่า เป็นผู้ที่จงรักภักดีโดยแท้จริง และได้ช่วยให้ทรงผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายมาถึงสองครั้งสองครา  และทั้งหมดนี้คือจุดเล็กๆ ในเกร็ดพระราชประวัติ เป็นปฐมเหตุแห่งพระบรมรูปทรงม้า หน้าพระราชวังดุสิต ที่เล่าขานกันต่อมาช้านาน และยังคงกึกก้องในโสตประสาทของปวงชนชาวไทยต่อไป ชั่วกาลปาวสาน นับว่าเป็นศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสยาม ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยแท้

              พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า ตั้งอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซ แฟรส์ ฟองเดอร์ (Susse Frères Fondeur) ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐

               พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างปั้นชื่อ จอร์จ เซาโล (Georges Saulo) ปั้น เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๕๐ พระบรมรูปสำเร็จเรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๑ อันเป็น เวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ๔๐ ปี เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองหน้าพระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง

           พระบรมรูปทรงม้าสร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน ส่วนเงินที่เหลือเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้นำไปสร้างมหาวิทยาลัยขึ้น มีนามตามพระปรมาภิไธยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย

ขอบคุณที่มาจาก :  http://www.dharma-gateway.com

https://th.wikipedia.org/wiki/พระบรมรูปทรงม้า

เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ

๒๓ มิถุนายน ครบวัฎฎะ

ดาวดารดาษดุจมณิเต็มผืนกำมะหยี่เหนือโพยมสีหมึก สีตลรัศมีที่ฉายเรื่อยอ่อนแสงหายไปหลังเมฆินทร์ เบื้องล่างสายนทีลัดเลาะแผ่นหิน ทุกโค้งคุ้งส...